หน้าแรก  
สภาธุรกิจไทย-รัสเซีย  
สมาชิก  
ปฏิทินกิจกรรม  
ภาพกิจกรรม  
ข้อมูลวิชาการและงานวิจัย  
ข่าวสารความเคลื่อนไหว  
เกร็ดความรู้  
เว็บไซต์ที่น่าสนใจ  
ถาม-ตอบ  
ติดต่อเรา  
 
 
 
  ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
โซนซี ชั้น 4 เลขที่ 60
ถนนรัชดาภิเษกตัดใหม่
เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์ 0-2345-1118
โทรสาร 0-2345-1281-3
อีเมล์ : trbc@thairussian.org
 
 
 
 
 
  เมโทรรัสเซีย ความลี้ลับ และสุดยอดแห่งการวางแผน  
 
 
 

ในชั่วโมงเร่งรีบ ช่วงที่ผู้คนหลายคนต่างเบียดเสียดเยียดยัดกันบนท้องถนนเพื่อไปยังจุดมุ่งหมายของตนเองด้วยระยะเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด บางครั้งก็เป็นไปตามแพลนที่วางไว้แต่ในบางครั้งก็ไม่เป็นไปตามนั้นเสมอไป อันเนื่องมาจากปัญหาการจราจรติดขัดบนท้องถนน หลายต่อหลายคนใช้เวลาไปกว่า 3 ชั่วโมงกับการเดินทางเพียงไม่กี่กิโลเมตร ปัญหานี้มีให้พบเห็นอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะมหานครใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพฯ ที่นับว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีรถติดมากที่สุดในโลก ปัญหาที่หลายต่อหลายรัฐบาลพูดถึง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะแก้ไขได้ปัญหาของความล่าช้าในระบบขนส่งมวลชลไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหากแต่เกิดขึ้นมาช้านานกว่าร้อยปีแล้ว จนในที่สุดอังกฤษ นับเป็นประเทศแรกที่มีการเปิดระบบการขนส่งมวลชนรูปแบบใหม่ในขณะนั้นที่เรียกกันว่า เมโทร หรือ รถไฟใต้ดิน การขนส่งมวลชนในรูปแบบนี้ย่นระยะเวลาที่ใช้บนท้องถนนของคนเมืองได้อย่างไม่น่าเชื่อ จากจุดเริ่มต้นนี้เองทำให้มีการพัฒนาระบบการเดินทางรูปแบบเดียวกันนี้ไปยังประเทศยุโรปอื่นๆรวมถึงรัสเซีย

รัสเซีย ในนามสหภาพโซเวียตขณะนั้นได้เล็งเห็นถึงปัญหาการขนส่งมวลชน จึงได้ทำการว่าจ้างสถาปนิก และวิศวกรผู้เชียวชาญจากอังกฤษฐานะที่เป็นประเทศแรกที่สร้างรถไฟใต้ดิน ในปี 1931 นับได้ว่าเป็นการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ของรัสเซียในการจัดทำระบบการเดินทางในรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า เมโทร ซึ่งได้รับการริเริ่มและสนับสนุนจากเลขานุการเอกของเมืองมอสโควในขณะนั้น คือ นายกากาโนวิช ลาซาร มาอิเซเยวิช ขณะนั้นผู้คนในเมืองมอสโคว ต่างเบื่อหน่ายกับปัญหา ในการเดินทางด้วยระบบแทรม การตัดสินใจของผู้ว่าการกรุงมอสโควในขณะนั้นหวังว่าการสร้างระบบการเดินทางแบบใหม่จะช่วยลดปัญหาที่มีอยู่และทำให้การขนย้ายผู้คนในเมืองไปยังที่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีราคาถูกลง ในที่สุด ในเดือนพฤษภาคม 1935 จึงได้เกิดเมโทรสายแรกขึ้น คือ สาย ซาโกลนิกี่ จนถึง ปาร์คกุลตูรึย โดยเมโทรสายนี้ได้เปิดให้บริการด้วยความยาวของเส้นทางที่ 11 กม มีสถานีรวมทั้งสิ้น 13 สถานี นับได้ว่าเป็นเส้นทางรถไฟใต้ดินแห่งแรกในสหภาพโซเวียตขณะนั้น นอกเหนือจากวิศวกร ผู้เชียวชาญที่ได้ว่าจ้างมาจากอังกฤษแล้ว คนงานที่ทำการก่อสร้างล้วนแต่เป็นชาวรัสเซียและการประดับประดาตกแต่งต่างๆ รวมถึงศิลปะและประติมากรรมภายในสถานีล้วนแต่ใช้นักจิตรกรมืออาชีพและมีชื่อเสียงของสหภาพโซเวียตในสมัยนั้น นอกจากนั้น การตบแต่งภายในสถานี เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงศิลปะและวัฒนธรรมของชาวรัสเซียในแต่ละยุคสมัยได้อย่างดีเยี่ยม

ตั้งแต่เริ่มเปิดใช้งานจวบจนถึงปี 1955 ด้วยเป็นการให้เกียรติกับผู้ริเริ่มโมโทรชื่อเรียก เมโทรในกรุงมอสโควขณะนั้นจึงไม่ได้ได้ใช้ชื่อ สตาลินหรือเลนิน แต่ใช้ชื่อว่า เมโทรโปลิแตน กาการโนวิช นาย นิโคลาย ชูมากอฟ หนึ่งในสถาปนิกได้กล่าวว่า “แนวคิดของการสร้างเมโทรในช่วงปี 1930 นั้น ไม่ได้ต้องการให้รถไฟใต้ดินเป็นเพียงแค่ระบบการขนส่งสาธารณะ แต่ยังเป็นอะไรที่มากกว่านั้น นั่นคือขณะนั้นต้องการทำให้สถานีของรถไฟใต้ดินเปรียบเสมือนหนึ่งพระราชวังใต้ดินสำหรับคนธรรมดาทั่วๆไป ด้วยเหตุนี้การตบแต่งภายในเมโทรในสมัยนั้นจึงได้นำเอาหินอ่อน หินแกรนิต มีความโอ่โถง และนอกจากนั้นยังมีการจัดทำอนุสรณ์สถานและอนุสาวรีย์ใต้ดินอีกด้วย” ทุกครั้งก่อนการจัดสร้างเมโทร คณะกรรมการพิเศษที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาจะทำหน้าที่เพื่อดูแลการก่อสร้าง และพิจารณาภาพเสก็ตก่อนเริ่มทำการสร้างจริง และในภาพเสก็ตเหล่านั้น บางภาพได้รับแนวคิดการสร้างมาจากสตาลินโดยตรง ที่ต้องการสร้างและตบแต่งเมโทรให้ไม่เป็นเพียงแค่สถานีรถไฟ แต่ภายในนั้นแฝงไปด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองที่เขาต้องการสื่อให้ผู้คนในยุคนั้นได้ซึมซับและอีกทั้งยังสร้างอนุสรณ์รำลึกในเหตุการณ์ต่างๆ ภายในเมโทรด้วย

ในยุคสมัยของสตาลิน เมโทรถูกออกแบบให้เป็นดั่งความต้องการส่วนตัวของเขา ภายในสถานีประติมากรรมบนเพดานถูกตบแต่งไปด้วยแนวคิดแสงแห่งอนาคต (Svetloe Budushee) โดยใช้พระอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์ สตาลินต้องการให้ผู้คนที่ใช้บริการสถานีรถไฟใต้ดินได้ชื่นชนความงดงามภายในสถานีประดุจดั่งพระราชวังของคนธรรมดา การตบแต่งในสไตล์ของสตาลินนั้นซ่อนแนวคิดและปรัชญาในแบบของสตาลินเอาไว้มากมาย พระอาทิตย์ที่ใช้ตบแต่งเพดานของสถานีลึกๆ แล้ว สตาลินต้องการสื่อในความหมายถึงพระเจ้าซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่ก็คือตัวเขานั่นเอง

เมโทรในปี 1930 ไม่แตกต่างจากในปัจจุบัน ในช่วงเวลาเร่งรีบที่ผู้คนต่างพยายามเบียดเสียดเยียดยัดเข้าไปในตู้รถไฟ สถิติของผู้ใช้เมโทรเพิ่มขึ้นทุกปี จนในที่สุดหลังจากการก่อสร้างเมโทรได้ 8 ปี สถิติของผู้ใช้เมโทรในกรุงมอสโควติดอันดับสองของโลก ซึ่งในขณะนั้นมีผู้ใช้บริการเมโทรถึง 2500 ล้านคนต่อปี

ในช่วงเหตุการณ์สงคราม เมโทรได้มีบทบาทกับผู้คนในสมัยนั้นมาก เมโทรถูกใช้เป็นหลุมหลบภัยจากอาวุธนิวเคลียร์ของฝ่ายศัตรูของชาวเมืองมอสโคว ในช่วงเวลานั้นเองทุกตารางนิ้วของพื้นเมโทรถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า เป็นที่หลับนอนของคนทั่วไปยามค่ำคืน เป็นทั้งโรงพยายาลสำหรับรักษาคนป่วยและถูกใช้เป็นหอบังคับการของหน่วยงานราชการ ช่วงเหตุการณ์สงคราม ปี 1941 มีเด็กที่คลอดภายในเมโทรถึง 217 คน

ในเดือนตุลาคม 1941 เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 4 วัน กองทัพเยอรมันจะเข้าประชิดเมืองและการพ่ายแพ้ของชาวเมืองก็จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าช่วงเวลานั้นเกิดความโกลาหล และความแตกตื่นของผู้คน รวมถึงคนที่อพยพอยู่ภายในเมโทรด้วยในวันที่ 15 ตุลาคม 1941 ได้มีการสั่งปิดประตูทางเข้าเมโทร ซึ่งในครั้งนั้นเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่ประตูเมโทรไม่ถูกเปิดใช้งาน แต่อย่างไรก็ตาม ภายในเย็นวันนั้นเองผู้ว่าการเมืองได้ยกเลิกคำสั่งนี้ สตาลินไม่ยอมทิ้งกรุงมอสโคว เขายังคงยืนหยัดต่อสู่กับศัตรูต่อไปและการกระทำของสตาลินครั้งนี้เอง ทำให้ความเชื่อมั่นของชาวเมืองมอสโควกลับคืนมาพวกเขาเชื่อว่าเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเขาจะยังคงอยู่ ต่อไป

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้แต่ช่วงเวลาของสงครามการสร้างเมโทรก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อนในบางสถานี เช่น กูรสกายา ปาวิเลสกายา ได้มีการสร้างป้ายอนุสรณ์รำลึกถึงการทำสงคราม หลังจากที่สงครามสิ้นสุดลงแล้ว แนวคิดการสร้างเมโทรเพื่อทำเป็นหลุมหลบภัยก็ได้ถูกใช้เรื่อยมา ในช่วงสงครามเย็น ได้เกิดแนวคิดการสร้างเมโทรเพื่อใช้เป็นหลุมหลบภัยสำหรับบรรดานักการเมือง ด้วยการสร้างสถานีรถไฟใต้ดินที่มีความลึกมากเป็นพิเศษสายรถไฟสายแรกที่สร้างขึ้นตามโครงการนี้คือ สายรถไฟ อารบัตสโก ปาโกรฟสกายา «Арбатско-Покровская» และในช่วงเวลาเดียวนี้เอง ว่ากันว่าเริ่มมีการสร้างเมโทรลับที่ใช้สำหรับบรรดาข้าราชการและนักการเมืองรวมถึงครอบครัว ที่เรียกกันว่าเมโทรที่ 2 (หรือ อีกชื่อเรียกว่า แผนงาน D6)

ว่ากันว่า ภายในเมโทรสายนี้ ได้วางแผนเพื่อใช้เป็นช่องทางลับในการหลบหนี กรณีเกิดสงคราม มีการสร้างอพาร์ทเมนท์ใต้ดิน ที่ประกอบไปด้วย สิ่งอำนวยความสะดวก ต่างๆ มากมายไม่แต่ต่างจากบนดิน แต่ละอพาร์ทเมนท์ มีทั้งห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องอาหาร และสุขา ในปี 1991 ได้มีเอกสารรายงานของหน่วยงานราชการทหารของสหรัฐที่กล่าวถึงเมโทรสายนี้ว่า หนึ่งในช่องทางเข้าหลุมหลบภัยเพื่อไปยังเมโทรสายนี้นั้น อยู่ใต้พระราชวังเครมลิน ส่วนอีกที่หนึ่งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยแห่งกรุงมอสโคว หลุมหลบภัยสองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นหอบังคับการของรัฐบาลในช่วงสงคราม โดยตั้งอยู่ใต้พื้นดินประมาณ 200-300 เมตร มีความจุผู้คนประมาณ 10,000 คน ในการเชื่อมโยงหอบังคับการหรือหลุมหลบภัยเหล่านี้มีรถไฟใต้ดินเป็นตัวเชื่อม และยังเชื่อกันว่ามีช่องทางลับที่ไปถึงสนามบินวนุกกาว่าอีกด้วย

นอกเหนือไปจากความเชื่อในเรื่องของเมโทรลับแล้ว ยังมีความเชื่อของผู้คนทั่วไปที่เกี่ยวกับปฏิมากรรมภายในสถานี อีกด้วย เช่น ที่เมโทร โปลชิด เรวารูซีอี มีปฎิมากรรมรูปปั้นสัมฤทธิ์ ทหารชายแดนกับสุนัข บรรดานักเรียนนักศึกษาต่างมีความเชื่อว่า การถูที่จมูกของสุนัขตัวนั้น จะทำให้ผ่านพ้นการสอบไปได้ด้วยดี จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเฉพาะส่วนของจมูกสุนัขถูกถูจนเปลี่ยนไปเป็นสีทอง ด้วยพลังความเชื่อนี้แม้จะออกจากรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว หลายต่อหลายคนก็ยังคงเชื่อมั่นว่าสุนัขตัวนั้นเป็นสุนัขแห่งความโชคดี

ปัจจุบันในปี 2013 สถานีรถไฟใต้ดินในกรุงมอสโควมีสถานีรวมทั้งสิ้น 188 สถานี สายการเดินรถ 12 สาย แม้ว่าแต่ละสายการเดินรถจะมีชื่อกำกับอยู่ แต่คนทั่วไปแล้วมักจะจำด้วยการจำแนกสีเส้นทางมากว่าอักษรหรือตัวเลข ระยะห่างของขบวนรถไฟในช่วงเวลาเร่งด่วนห่างกันเพียง 90 วินาที เท่านั้นเอง ปัจจุบันรถไฟใต้ดินทำการขนส่งผู้โดยสารโดยเฉลี่ยกว่า 7 ล้านคนต่อวัน รวมเส้นทางยาว 312.9 กม เมโทรที่มีความลึกมากที่สุดในกรุงมอสโคว คือเมโทรปาร์คปาเบียดึย ซึ่งแปลว่า สวนแห่งชัยชนะ โดยมีความลึกถึง 90 เมตร และนับว่าเป็นสถานีที่มีบันไดเลื่อนยาวที่สุดในเมืองมอสโคว คือ ยาวถึง 126 เมตร ส่วนในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมโทรที่มีความลึกมากที่สุดคือ เมโทร อัดมิราลตีสกาย่า ซึ่งมีความลึกถึง 120 เมตรจากพื้นดินถึงจุดต่ำสุดของสถานี นับเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่ลึกที่สุดของรัสเซียและยังนับเป็นหนึ่งในเมโทรที่มีความลึกมากที่สุดในโลกอีกด้วย เมโทรที่มีความลึกรองลงมาคือ เมโทรโชรนึยเชฟสกายา ลึกถึง 74 เมตร จากพื้นดิน จากนั้นคือ สถานี โปลชิด เลนินน่า ลึก 72 เมตร นอกจากนี้ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจากค่าเฉลี่ยความลึกของสถานีโดยรวมแล้วถือว่าเป็นเมืองที่มีสถานีเมโทรลึกที่สุดในโลก

เมื่อปลายปี 2010 ที่ผ่านมา คณะผู้ว่าการกรุงมอสโควมีการจัดทำแผนการพัฒนาเมโทรภายในปี 2020 โดยจะสร้างเมโทรให้ยาวออกไปอีก 124 กม เพื่อที่จะขยายการคมนาคมขนส่งผู้คนออกไปยังชานเมืองและภายในปี 2025 จะสร้างเส้นทางเดินรถให้ได้อย่างน้อย 650 กม และจะต้องทำเส้นทางวงแหวนเส้นที่สองให้แล้วเสร็จ

ปัจจุบันจำนวนของผู้ใช้บริการรถไฟใต้ดินในกรุงมอสโคว ถือว่ามีจำนวนผู้ใช้บริการมากเป็นอันดับสามของโลก รองจากเมโทรในโตเกียว และ เมโทรในกรุงโซล และตังแต่เดือน เมษายน 2013 ราคา อัตราค่าโดยสารเมโทรในกรุงมอสโคว ต่อการเดินทาง 1 เที่ยว คือ 30 รูเบิล หรือตกประมาณ 30 บาทไทย

แม้ว่าการสร้างเมโทรจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างแพง แต่ก็มีความจำเป็นไม่น้อยเพราะนอกจากจะช่วยย่นระยะทางและเวลาของคนเมืองที่เสียไปบนท้องถนนแล้ว ยังช่วยบรรเทาการจราจรที่ติดขัดลงได้ ด้วยตัวเลือกของการเดินทางใหม่และรวดเร็วกว่าการเดินทางโดยการใช้เมโทรจะทำให้ผู้เดินทางสามารถคำนวณระยะเวลาในการเดินทางได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ซึ่งต่างกับการเดินทางโดยรถส่วนตัวหรือรถประจำทางที่ระยะเวลาการเดินทางอาจไม่แน่นอน สืบเนื่องจากปัจจัยของจำนวนรถบนท้องถนน จะเห็นได้ว่าในรัสเซีย ค่าก่อสร้างต่อ ระยะทาง 1 กม มีรายจ่ายเกือบ 7,000 ล้านรูเบิล แต่ก็หาได้สร้างความลังเลใจในการสร้างสถานีรถไฟใต้ดินของรัฐบาลไม่ เพราะเมื่อหันกลับมามองจำนวนของผู้โดยสารในมอสโควที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน การสร้างระบบการคมนาคมที่รวดเร็วนั้นก็นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่งในสังคมเมืองยุคปัจจุบัน และแม้ว่าเราจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการสร้างเมโทรตั้งแต่ยุคสตาลินจวนจนยุคไฮเทค แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ การขนส่งด้วยระบบรถไฟใต้ดิน ยังคงเป็นระบบที่มีความสำคัญกับการใช้ชีวิตผู้คนชาวมอสโควตั้งแต่ยุคสมัยแรกจวบจนปัจจุบัน

 
     
ที่มา : http://www.sayhirussia.com
เว็บไซต์ : http://www.sayhirussia.com
ปรับปรุงโดย : Admin TRBC -
ปรับปรุงเมื่อ : 18 มิถุนายน 2558
  ก่อนหน้า